Skip to main content
Back to Education
risk-management

Drawdown คืออะไร? วิธีจัดการเมื่อพอร์ตติดลบ

ทำความรู้จัก Drawdown ในโลกการเทรด พร้อมเรียนรู้วิธีจัดการเมื่อพอร์ตติดลบอย่างมืออาชีพ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและอยู่รอดในตลาดระยะยาว

February 10, 2026
5 min read
0 views
Updated: May 2, 2026
Drawdown คืออะไร? วิธีจัดการเมื่อพอร์ตติดลบ
Share:

Drawdown คืออะไร? วิธีจัดการเมื่อพอร์ตติดลบ

บทนำ

สำหรับนักเทรดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ การได้เห็นพอร์ตการลงทุนของตัวเองติดลบเป็นสีแดงคงเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครอยากเจอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การขาดทุนหรือที่ในวงการเรียกว่า Drawdown เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเทรด มันคือส่วนหนึ่งของเกมการเงินที่ทุกคนต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม การเข้าใจและรู้วิธีจัดการกับ Drawdown อย่างถูกต้อง คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้นักเทรดสามารถอยู่รอดในตลาดได้อย่างยั่งยืน และเติบโตต่อไปในระยะยาว

บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ Drawdown อย่างละเอียดว่ามันคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ เราจะมีวิธีจัดการกับมันอย่างไรเมื่อพอร์ตของเรากำลังอยู่ในภาวะติดลบ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาการเทรดของเราต่อไป

Drawdown คืออะไร?

Drawdown คือ การลดลงของมูลค่าพอร์ตการลงทุนจากจุดสูงสุด (Peak) ลงมายังจุดต่ำสุด (Trough) ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยส่วนใหญ่มักจะวัดผลเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) เพื่อให้เห็นภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพอร์ตอย่างชัดเจน

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองนึกภาพว่าคุณมีเงินทุนเริ่มต้น 1,000 ดอลลาร์ และเทรดได้กำไรจนพอร์ตเติบโตไปถึง 1,500 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดใหม่ (Peak) แต่หลังจากนั้น ตลาดเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ทำให้มูลค่าพอร์ตของคุณลดลงมาเหลือ 1,200 ดอลลาร์ การลดลงจาก 1,500 มาที่ 1,200 หรือ 300 ดอลลาร์นี้เองที่เราเรียกว่า Drawdown

วิธีการคำนวณ Drawdown: Drawdown (%) = [(มูลค่าพอร์ตสูงสุด - มูลค่าพอร์ตต่ำสุด) / มูลค่าพอร์ตสูงสุด] x 100 จากตัวอย่าง: [(1500 - 1200) / 1500] x 100 = 20% นั่นหมายความว่าพอร์ตของคุณเกิด Drawdown 20%

ทำไม Drawdown ถึงสำคัญ?

การทำความเข้าใจเรื่อง Drawdown ไม่ใช่แค่การรับรู้ถึงการขาดทุน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและประเมินประสิทธิภาพของกลยุทธ์การเทรด

  • เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยง: กลยุทธ์การเทรดที่มีค่า Drawdown สูง บ่งบอกถึงความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย นักเทรดสามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่อประเมินว่าตนเองสามารถยอมรับความเสี่ยงจากกลยุทธ์นั้นๆ ได้มากน้อยเพียงใด
  • ผลกระทบทางจิตวิทยา: การเผชิญกับ Drawdown ที่สูงและยาวนานสามารถสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับนักเทรด อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด เช่น การตัดขาดทุนช้าเกินไป หรือการเทรดเพื่อเอาคืน (Revenge Trade) ซึ่งมักจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
  • คณิตศาสตร์ของการฟื้นตัว: สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ Drawdown คือ ยิ่งพอร์ตของคุณติดลบมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องทำกำไรกลับคืนมาในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อให้พอร์ตกลับมาเท่าทุน ตัวอย่างเช่น:
    • ถ้าพอร์ตติดลบ 20% คุณต้องทำกำไร 25% เพื่อกลับมาเท่าทุน
    • ถ้าพอร์ตติดลบ 50% คุณต้องทำกำไร 100% เพื่อกลับมาเท่าทุน
    • ถ้าพอร์ตติดลบ 80% คุณต้องทำกำไร 400% เพื่อกลับมาเท่าทุน

ประเภทของ Drawdown

โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่งประเภทของ Drawdown ที่นักเทรดควรรู้จักได้ 3 ประเภทหลักๆ คือ:

  1. Maximum Drawdown (MDD): คือ ค่าการขาดทุนสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในประวัติการเทรดของพอร์ตนั้นๆ โดยวัดจากจุดสูงสุดไปยังจุดต่ำสุดที่ลึกที่สุดก่อนที่พอร์ตจะกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ MDD เป็นค่าที่สำคัญมากในการประเมินความเสี่ยงของระบบเทรดหรือกองทุนรวม

  2. Relative Drawdown: คือ ค่า Drawdown ที่คำนวณโดยเปรียบเทียบกับเงินทุนเริ่มต้น เป็นการวัดผลขาดทุนที่สัมพันธ์กับเงินตั้งต้นของเรา

  3. Absolute Drawdown: คือ ส่วนต่างระหว่างเงินทุนเริ่มต้นกับจุดที่มูลค่าพอร์ตเคยลงไปต่ำที่สุด ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมูลค่าพอร์ตต่ำกว่าเงินทุนเริ่มต้นเท่านั้น ค่านี้ช่วยบอกว่าพอร์ตของเราเคยมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจนหมดเงินทุนเริ่มต้นมากน้อยแค่ไหน

วิธีจัดการ Drawdown เมื่อพอร์ตติดลบ

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ Drawdown การมีสติและแผนการจัดการที่ดีคือสิ่งสำคัญที่สุด นี่คือขั้นตอนและกลยุทธ์ที่นักเทรดสามารถนำไปปรับใช้ได้

1. ยอมรับและวิเคราะห์สถานการณ์

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ยอมรับความจริง ว่า Drawdown เป็นส่วนหนึ่งของการเทรด อย่าตื่นตระหนกหรือหัวเสีย หลังจากนั้นให้ถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้ววิเคราะห์อย่างใจเย็นว่าเกิดอะไรขึ้น:

  • ความผิดพลาดจากตลาด? ตลาดมีความผันผวนสูงผิดปกติ หรือมีข่าวร้ายแรงที่คาดไม่ถึงหรือไม่?
  • ความผิดพลาดจากระบบเทรด? กลยุทธ์ที่ใช้อยู่ไม่เหมาะกับสภาวะตลาดในปัจจุบันหรือเปล่า?
  • ความผิดพลาดทางจิตวิทยา? คุณเทรดนอกแผนหรือไม่? Overtrade หรือเปล่า? หรือเลื่อนจุด Stop Loss เพราะความกลัว?

2. ปฏิบัติตามแผนการเทรดอย่างเคร่งครัด

วินัยคือหัวใจของการเทรด แผนการเทรดที่ดีควรจะกำหนดสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน:

  • กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss): ตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่เข้าเทรด และห้ามเลื่อนจุด Stop Loss หนีโดยเด็ดขาด การจำกัดการขาดทุนในแต่ละครั้งคือวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุม Drawdown ไม่ให้บานปลาย
  • บริหารขนาดของออเดอร์ (Position Sizing): อย่าเสี่ยงเกินกว่าเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดไว้ในแต่ละการเทรด โดยทั่วไปแล้วไม่ควรเสี่ยงเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง

3. ลดความเสี่ยงลงชั่วคราว

เมื่อพอร์ตกำลังอยู่ในช่วง Drawdown การลดความเสี่ยงลงถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด

  • ลดขนาดการเทรด: อาจจะลดขนาด Position Sizing ลงครึ่งหนึ่งจากปกติ เพื่อลดผลกระทบหากเกิดการขาดทุนต่อเนื่อง
  • หยุดเทรดชั่วคราว: หากคุณรู้สึกว่าสภาพจิตใจไม่ปกติหรือตลาดมีความผันผวนสูงเกินกว่าจะรับมือไหว การหยุดเทรดสักพัก (Take a Break) เพื่อให้ตลาดสงบลงและเพื่อให้ตัวเองได้ทบทวนแผนการ คือทางเลือกที่ดีที่สุด

4. ทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์

ใช้ช่วงเวลาที่พอร์ตติดลบนี้ให้เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ กลับไปทบทวนบันทึกการเทรด (Trading Journal) ของคุณเพื่อมองหาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และนำมาปรับปรุงกลยุทธ์ให้ดีขึ้นในอนาคต บางทีคุณอาจจะพบว่าระบบเทรดของคุณมีจุดอ่อนในบางสภาวะตลาด และนี่คือโอกาสที่จะพัฒนามัน

สรุป

Drawdown ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นครูที่คอยสอนบทเรียนอันล้ำค่าให้กับนักเทรดทุกคน มันคือกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของกลยุทธ์และวินัยในการเทรดของเรา การเผชิญหน้ากับพอร์ตติดลบอาจเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่หากเราเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจ บริหารจัดการ และนำข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแก้ไข Drawdown ก็จะกลายเป็นบันไดที่ช่วยให้เราเติบโตเป็นนักเทรดที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในตลาดได้อย่างยั่งยืนในที่สุด จงจำไว้เสมอว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการเทรดไม่ใช่การทำกำไรสูงสุด แต่คือการปกป้องเงินทุนและอยู่รอดในตลาดให้ได้ในระยะยาว


แหล่งอ้างอิง

  1. Investopedia - Risk Management (https://www.investopedia.com/risk-management-4689652)
  2. Bank for International Settlements - BIS (https://www.bis.org/)
  3. CME Group - Risk Management (https://www.cmegroup.com/)
  4. Federal Reserve (https://www.federalreserve.gov/)

ข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือระดับสากล อัปเดตล่าสุด 2026

Like this article? Share it

Frequently Asked Questions

Answers to popular questions about this topic

What is Forex Trading?+
Forex Trading is the buying and selling of foreign currencies. It is the largest financial market in the world with over $6 trillion in daily trading volume, operating 24 hours a day, 5 days a week.
How much money do I need to start Forex trading?+
You can start with as little as $1-10 depending on the broker. It is recommended to start with a Demo account first to practice without risking real money.
What knowledge do I need before starting Forex trading?+
You should learn the basics of currency pairs, chart reading, technical and fundamental analysis, risk management, and trading psychology.
Tags:Forexrisk-managementTrading
Start Trading Today

Interested in Forex Trading?

Read broker reviews and compare trading conditions to find the right broker for you.

บทความที่เกี่ยวข้อง

broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: เช็กอะไรบ้างก่อนเปิดบัญชีจริง

คู่มือเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ปี 2026 แบบเข้าใจง่าย ครอบคลุมบัญชี Demo, สเปรด, Leverage, Money Management และเช็กลิสต์ก่อนเปิดบัญชีจริง

อ่านบทความฉบับเต็ม
broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: เช็กอะไรบ้างก่อนเปิดบัญชีจริง

คู่มือเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ปี 2026 แบบเป็นระบบ ครอบคลุมความน่าเชื่อถือ ค่าสเปรด เลเวอเรจ บัญชี Demo และ Money Management เพื่อใช้ศึกษาและเปรียบเทียบก่อนเปิดบัญชีจริง

อ่านบทความฉบับเต็ม
forex-basics

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: เช็ก Demo, Leverage, Spread และความเสี่ยงก่อนเริ่มเทรด

คู่มือเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ปี 2026 แบบเข้าใจง่าย ครอบคลุมบัญชี Demo, Leverage, Spread, Money Management และความเสี่ยงก่อนเริ่มเทรดจริง

อ่านบทความฉบับเต็ม
broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: ดูอะไรบ้างก่อนเปิดบัญชีจริง

คู่มืออ่านง่ายสำหรับมือใหม่ที่อยากเลือกโบรกเกอร์ Forex ปี 2026 อย่างรอบคอบ ครอบคลุมเรื่องความน่าเชื่อถือ บัญชี Demo ต้นทุนการเทรด Leverage และ Money Management โดยเน้นความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

อ่านบทความฉบับเต็ม

Leave a Comment

Comments (0)

No comments yet