Skip to main content
Back to Education
forex-analysis

วิเคราะห์ตลาด Forex ประจำสัปดาห์: ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง

บทวิเคราะห์ตลาด Forex ประจำสัปดาห์ เจาะลึกปัจจัยพื้นฐานและเทคนิคที่ต้องจับตามอง พร้อมกลยุทธ์การเทรดสำหรับคู่เงินหลัก EUR/USD, USD/JPY, และ GBP/USD

February 10, 2026
5 min read
0 views
Updated: May 2, 2026
วิเคราะห์ตลาด Forex ประจำสัปดาห์: ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง
Share:

วิเคราะห์ตลาด Forex ประจำสัปดาห์: ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตามอง

บทนำ

ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยังคงเต็มไปด้วยความน่าสนใจและความผันผวน สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้เห็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญของคู่เงินหลักหลายสกุล ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญและท่าทีของธนาคารกลางต่างๆ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การวิเคราะห์ปัจจัยที่จะเข้ามามีอิทธิพลในสัปดาห์ข้างหน้า (10-14 กุมภาพันธ์ 2026) จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเทรดเดอร์ทุกคน เพื่อเตรียมความพร้อมและปรับกลยุทธ์การเทรดให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาด

บทความนี้จะเจาะลึกทั้งในมุมมองของ ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) และ การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เพื่อให้เห็นภาพรวมของตลาดที่ชัดเจนขึ้น พร้อมทั้งชี้แนะแนวรับ-แนวต้านสำคัญ และกลยุทธ์ที่น่าสนใจสำหรับสัปดาห์นี้

ภาพรวมและบทสรุปจากสัปดาห์ที่แล้ว

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลายประการ:

  • EUR/USD: ยังคงเผชิญแรงกดดันและเคลื่อนไหวในแดนลบเป็นส่วนใหญ่ การชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนสร้างความกังวลและลดแรงกดดันให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินยูโรขาดปัจจัยหนุนที่แข็งแกร่ง
  • USD/JPY: มีการแข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน สกุลเงินเยนถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาเป็นที่ต้องการในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)
  • GBP/USD: แม้จะมีการอ่อนตัวลง แต่ยังสามารถประคองตัวเหนือแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาได้ ปัจจัยหลักที่กดดันเงินปอนด์คือท่าทีที่ค่อนข้างผ่อนคลาย (Dovish) ของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งส่งสัญญาณว่าอาจไม่เร่งรีบในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ที่ต้องจับตามองในสัปดาห์นี้

สำหรับสัปดาห์นี้ เทรดเดอร์ทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางของค่าเงินดอลลาร์และตลาดโดยรวม

1. ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐอเมริกา

นี่คือไฮไลท์สำคัญที่สุดของสัปดาห์ ตัวเลข CPI เป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน

  • หากตัวเลขสูงกว่าคาด: จะเป็นการส่งสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง อาจทำให้ Fed จำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป หรือส่งสัญญาณในเชิงแข็งกร้าว (Hawkish) มากขึ้น สิ่งนี้จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น
  • หากตัวเลขต่ำกว่าคาด: อาจทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจเริ่มพิจารณาผ่อนคลายนโยบายการเงินหรือลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง

2. ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐอเมริกา

ตัวเลขนี้เป็นดัชนีชี้วัดการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ยอดค้าปลีกที่แข็งแกร่งจะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจและจะช่วยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้

3. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence)

ตัวเลขนี้จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมมุมมองของประชาชนต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต ความเชื่อมั่นที่สูงมักจะนำไปสู่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน ความเชื่อมั่นที่ลดลงอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต

คำแนะนำ: เทรดเดอร์ควรติดตามปฏิทินเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและทำความเข้าใจผลกระทบของแต่ละเหตุการณ์ การวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเวลาประกาศข่าวได้

การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) สำหรับคู่เงินหลัก

เมื่อพิจารณาจากกราฟราคาและอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค เราสามารถสรุปภาพรวมและระดับราคาที่สำคัญสำหรับคู่เงินหลักได้ดังนี้:

คู่เงินแนวรับสำคัญแนวต้านสำคัญ
EUR/USD1.1765, 1.16751.1845, 1.2015
USD/JPY156.15, 155.05157.45, 159.85
GBP/USD1.3405, 1.33351.3665, 1.3825

สถานการณ์และกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

  • EUR/USD: ขณะนี้ราคากำลังพยายามทดสอบแนวต้านที่ 1.1845 การทะลุผ่านระดับนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งจะเป็นการทำลายโครงสร้างขาลงในระยะสั้น และอาจเปิดโอกาสให้ราคาปรับตัวขึ้นไปสู่เป้าหมายที่ 1.2015 ได้ อย่างไรก็ตาม หากแรงซื้อไม่เพียงพอและราคากลับลงมาหลุดแนวรับที่ 1.1675 จะเป็นการยืนยันว่าแนวโน้มขาลงยังคงดำเนินต่อไป

  • USD/JPY: Sentiment โดยรวมยังคงเป็นบวก ตราบใดที่ราคายังสามารถยืนเหนือแนวรับ 156.15 ได้ แนวโน้มขาขึ้นก็ยังคงได้เปรียบ โดยมีเป้าหมายถัดไปที่บริเวณ 159.85 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม การเทรดฝั่ง Long (ซื้อ) ยังคงน่าสนใจ แต่ต้องระมัดระวังการกลับตัวหากราคาไม่สามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้

  • GBP/USD: การที่ราคาสามารถดีดตัวขึ้นจากขอบล่างของช่องแนวโน้มขาขึ้นถือเป็นสัญญาณที่ดี หากราคาสามารถกลับไปยืนเหนือ 1.3665 ได้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้กลับไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1.3825 กลยุทธ์การรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว (Buy on Dips) ยังคงใช้ได้ แต่ควรมีจุด Stop Loss ที่ชัดเจนหากราคาหลุดแนวรับสำคัญที่ 1.3405

สรุปและกลยุทธ์การเทรดสำหรับสัปดาห์นี้

สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่เทรดเดอร์ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือ การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดในภาพใหญ่ กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพคือการผสมผสานการวิเคราะห์ทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน:

  1. ใช้ปัจจัยพื้นฐานเพื่อกำหนดทิศทางหลัก: ติดตามผลการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจเพื่อประเมินว่าแนวโน้มโดยรวมของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะเป็นไปในทิศทางใด (แข็งค่าหรืออ่อนค่า)
  2. ใช้ปัจจัยทางเทคนิคเพื่อหาจังหวะเข้า-ออก: เมื่อมีทิศทางในใจแล้ว ให้ใช้กราฟเทคนิค, แนวรับ-แนวต้าน, และสัญญาณจากอินดิเคเตอร์ต่างๆ เพื่อหาจุดเข้าเทรด (Entry) ที่ได้เปรียบ และกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และเป้าหมายทำกำไร (Take Profit) ที่ชัดเจน

ข้อควรระวัง: การลงทุนในตลาด Forex มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดขนาดของสถานะ (Position Sizing) ให้เหมาะสมกับขนาดบัญชี และการมีวินัยในการทำตามแผนการเทรดที่วางไว้ บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและมุมมองทางการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่การให้คำแนะนำหรือชี้ชวนในการลงทุนแต่อย่างใด


แหล่งอ้างอิง

  1. Federal Reserve (https://www.federalreserve.gov/)
  2. European Central Bank - ECB (https://www.ecb.europa.eu/)
  3. Bloomberg Markets (https://www.bloomberg.com/markets)
  4. TradingView (https://www.tradingview.com/)

ข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือระดับสากล อัปเดตล่าสุด 2026

Like this article? Share it

Frequently Asked Questions

Answers to popular questions about this topic

What is Forex Trading?+
Forex Trading is the buying and selling of foreign currencies. It is the largest financial market in the world with over $6 trillion in daily trading volume, operating 24 hours a day, 5 days a week.
How much money do I need to start Forex trading?+
You can start with as little as $1-10 depending on the broker. It is recommended to start with a Demo account first to practice without risking real money.
What knowledge do I need before starting Forex trading?+
You should learn the basics of currency pairs, chart reading, technical and fundamental analysis, risk management, and trading psychology.
Tags:Forexforex-analysisTrading
Start Trading Today

Interested in Forex Trading?

Read broker reviews and compare trading conditions to find the right broker for you.

บทความที่เกี่ยวข้อง

broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: เช็กอะไรบ้างก่อนเปิดบัญชีจริง

คู่มือเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ปี 2026 แบบเข้าใจง่าย ครอบคลุมความน่าเชื่อถือ ต้นทุน เลเวอเรจ บัญชี Demo และการบริหารความเสี่ยงก่อนเริ่มเทรดจริง

อ่านบทความฉบับเต็ม
education

วิธีเลือก Timeframe สำหรับ Forex 2026 - คู่มือครบทุกสไตล์การเทรด

เรียนรู้วิธีเลือก Timeframe ที่เหมาะกับสไตล์การเทรดของคุณ ตั้งแต่ Scalping (M1-M5) Day Trading (M15-H1) Swing Trading (H4-D1) จนถึง Position Trading (W1-MN)

อ่านบทความฉบับเต็ม
trading-strategies

โบรกเกอร์ Forex ที่ดีที่สุดสำหรับ Scalping 2026: สเปรดต่ำสุด Execution เร็วสุด

เปรียบเทียบ 5 โบรกเกอร์ Forex ที่ดีที่สุดสำหรับ Scalping 2026 วิเคราะห์สเปรด Execution Speed ค่าคอมมิชชั่น พร้อมเคล็ดลับ Scalping สำหรับมือใหม่

อ่านบทความฉบับเต็ม
broker-review

XM vs Exness 2026: เปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex ยอดนิยม สเปรด โบนัส ฝากถอน

เปรียบเทียบ XM vs Exness 2026 ทุกมิติ: สเปรด ค่าคอมมิชชั่น Leverage โบนัส แพลตฟอร์ม การฝากถอน ใบอนุญาต พร้อมคำแนะนำว่าโบรกเกอร์ไหนเหมาะกับนักเทรดไทย

อ่านบทความฉบับเต็ม

Leave a Comment

Comments (0)

No comments yet