Skip to main content
Back to Education
comparison

สเปรดต่ำสุด โบรกเกอร์ไหนดี 2026 เปรียบเทียบค่าธรรมเนียม

เปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex สเปรดต่ำสุดปี 2026 ค้นหาบัญชีเทรดที่คุ้มค่าที่สุดจาก HFM, Exness และอื่นๆ พร้อมเจาะลึกค่าธรรมเนียม แนะนำบัญชีที่เหมาะกับสไตล์คุณ

May 2, 2026
9 min read
0 views
Share:

สเปรดต่ำสุด โบรกเกอร์ไหนดี 2026 เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมแบบเจาะลึก

Meta Description: เปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex สเปรดต่ำสุดปี 2026 ค้นหาบัญชีเทรดที่คุ้มค่าที่สุดจาก HFM, Exness และอื่นๆ พร้อมเจาะลึกค่าธรรมเนียม แนะนำบัญชีที่เหมาะกับสไตล์คุณ

สวัสดีครับเพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคน! หากคุณกำลังก้าวเข้าสู่โลกของการเทรด Forex หรือเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว คำถามหนึ่งที่มักจะวนเวียนอยู่ในหัวเสมอคือ "เราจะลดต้นทุนการเทรดได้อย่างไร?" และแน่นอนครับว่า ต้นทุนหลักที่เราต้องเผชิญในทุกๆ ออเดอร์ที่เปิดก็คือ "สเปรด (Spread)" นั่นเอง ยิ่งสเปรดกว้าง กำไรที่เราควรจะได้ก็ยิ่งลดลง หรือกว่าจะคืนทุนในแต่ละไม้ก็ต้องรอให้กราฟวิ่งไปไกลกว่าเดิม

ในปี 2026 นี้ ตลาด Forex มีการแข่งขันกันสูงมาก โบรกเกอร์หลายแห่งต่างงัดกลยุทธ์ลดแลกแจกแถม โดยเฉพาะการนำเสนอบัญชีเทรดที่มี "สเปรดต่ำสุด" หรือแม้กระทั่งสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip เพื่อดึงดูดนักลงทุน แต่คำถามคือ โบรกเกอร์ไหนดีที่สุด? โบรกเกอร์ไหนที่ให้สเปรดต่ำจริงโดยไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง?

ในบทความนี้ ผมจะพาทุกคนไปเจาะลึกและเปรียบเทียบโบรกเกอร์ Forex ที่มีสเปรดต่ำที่สุดในปี 2026 แบบหมัดต่อหมัด ไม่ว่าจะเป็น HFM, Exness, IC Markets หรือ XM พร้อมทั้งเจาะลึกถึงค่าคอมมิชชั่น ค่า Swap และแนะนำวิธีการเลือกบัญชีเทรดให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็น Scalper, Day Trader หรือ Swing Trader ก็ตามครับ!


สเปรด (Spread) คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญกับการเทรด Forex

ก่อนที่เราจะไปดูว่าโบรกเกอร์ไหนให้สเปรดต่ำสุด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่า สเปรด คืออะไร และทำไมมันถึงเป็น "ต้นทุนแฝง" ที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องใส่ใจ

สเปรด (Spread) ในตลาด Forex คือส่วนต่างระหว่าง ราคาเสนอซื้อ (Bid Price) และ ราคาเสนอขาย (Ask Price) ของคู่สกุลเงินหรือสินทรัพย์ใดๆ ที่เรากำลังเทรดอยู่

  • Bid Price คือราคาที่คุณสามารถ "ขาย" (Short/Sell) สินทรัพย์นั้นได้
  • Ask Price คือราคาที่คุณสามารถ "ซื้อ" (Long/Buy) สินทรัพย์นั้นได้

เมื่อคุณเปิดออเดอร์ Buy คุณจะได้ราคา Ask และเมื่อคุณปิดออเดอร์ ระบบจะใช้ราคา Bid ในการคำนวณ ส่วนต่างตรงนี้แหละครับคือ "สเปรด" ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของโบรกเกอร์ (ในกรณีที่เป็นบัญชีแบบไม่มีค่าคอมมิชชั่น)

ทำไมสเปรดถึงเปรียบเสมือนต้นทุนการเทรด?

ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าคุณเปิดออเดอร์ปุ๊บ ออเดอร์ของคุณจะติดลบทันที นั่นเป็นเพราะคุณต้องจ่ายค่าสเปรดให้กับโบรกเกอร์ไปแล้ว ยิ่งสเปรดกว้าง (ตัวเลขสูง) คุณก็ยิ่งเริ่มต้นด้วยการติดลบที่มากขึ้น และกราฟจะต้องวิ่งไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไกลขึ้นกว่าที่คุณจะเริ่มทำกำไรได้

ดังนั้น การเลือกเทรดกับโบรกเกอร์ที่มีสเปรดต่ำ จึงหมายถึงการลดต้นทุนการเทรด ทำให้คุณมีโอกาสทำกำไรได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงในการโดน Stop Loss จากการถ่างของสเปรดในช่วงที่ตลาดผันผวนครับ หากคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์ที่ตอบโจทย์เรื่องต้นทุนต่ำ ผมขอแนะนำให้ลองพิจารณา เปิดบัญชีเทรดกับ HFM ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสเปรดที่แคบและโปร่งใสมากครับ


ประเภทของสเปรด: Fixed Spread vs Variable Spread

ในการเลือกโบรกเกอร์ คุณจะพบว่าสเปรดมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปครับ

1. สเปรดคงที่ (Fixed Spread)

สเปรดคงที่ คือสเปรดที่จะถูกกำหนดไว้ตายตัว ไม่ว่าตลาดจะมีความผันผวนมากแค่ไหน หรือมีข่าวเศรษฐกิจแรงๆ ประกาศออกมา สเปรดก็จะไม่ถ่างออก (หรือถ่างออกน้อยมากตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์)

  • ข้อดี: คาดการณ์ต้นทุนได้แน่นอน เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ที่ชอบเทรดชนข่าว เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องสเปรดถ่างจนกิน Stop Loss
  • ข้อเสีย: โดยปกติแล้ว สเปรดคงที่จะมีค่าเริ่มต้นที่สูงกว่าสเปรดแบบลอยตัวในสภาวะตลาดปกติ

2. สเปรดลอยตัว (Variable / Floating Spread)

สเปรดลอยตัว คือสเปรดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสภาวะตลาด (Supply และ Demand) ในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องสูง (เช่น ช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทับซ้อนกัน) สเปรดจะแคบมากๆ บางครั้งอาจลงไปถึง 0.0 pip แต่ในช่วงที่มีข่าวแรงๆ หรือสภาพคล่องต่ำ สเปรดก็อาจจะถ่างออกไปได้กว้างมากเช่นกัน

  • ข้อดี: ในสภาวะตลาดปกติ สเปรดจะต่ำมาก ช่วยลดต้นทุนการเทรดได้อย่างมหาศาล
  • ข้อเสีย: มีความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรง สเปรดที่ถ่างออกอาจทำให้โดน Stop Loss ได้ง่าย

โบรกเกอร์ชั้นนำส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะให้บริการบัญชีแบบ สเปรดลอยตัว (Variable Spread) เป็นหลัก เพราะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายเข้าสู่ตลาดกลาง (Liquidity Providers) ได้โดยตรง ทำให้ได้ราคาที่ดีที่สุดครับ สำหรับใครที่ชอบสเปรดลอยตัวที่แคบสุดๆ ระดับ 0.0 pip การ สมัครสมาชิก Exness ในบัญชีกลุ่ม Professional ถือเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมมากครับ


เปรียบเทียบสเปรด EUR/USD และ XAU/USD โบรกเกอร์ไหนดีสุด 2026

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมได้รวบรวมข้อมูลสเปรดเฉลี่ยของคู่เงินยอดฮิตอย่าง EUR/USD และทองคำ (XAU/USD) จาก 4 โบรกเกอร์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ HFM, Exness, IC Markets และ XM มาเปรียบเทียบกันแบบหมัดต่อหมัดครับ (ข้อมูลอ้างอิงจากบัญชีประเภทสเปรดต่ำสุดของแต่ละโบรกเกอร์)

โบรกเกอร์ประเภทบัญชีสเปรดเฉลี่ย EUR/USD (pips)สเปรดเฉลี่ย XAU/USD (pips)ค่าคอมมิชชั่น (ต่อ Lot ไป-กลับ)
HFMZero Spread0.0 - 0.10.5 - 1.0$6.00
ExnessRaw Spread0.0 - 0.10.5 - 1.2$7.00
IC MarketsRaw Spread0.0 - 0.10.8 - 1.5$7.00
XMUltra Low0.6 - 0.81.5 - 2.5ไม่มี (รวมในสเปรดแล้ว)

หมายเหตุ: สเปรดเฉลี่ยอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาด โปรดตรวจสอบข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์ของโบรกเกอร์อีกครั้ง

จากตารางจะเห็นได้ว่า หากเรามองหา สเปรดต่ำสุด บัญชี Zero Spread ของ HFM และบัญชี Raw Spread ของ Exness ทำผลงานได้สูสีกันมาก โดยเฉพาะในคู่เงินหลักอย่าง EUR/USD ที่สเปรดแทบจะอยู่ที่ 0.0 pip ตลอดเวลาที่มีสภาพคล่องสูง ส่วนทองคำ (XAU/USD) HFM จะมีสเปรดเฉลี่ยที่ค่อนข้างนิ่งและแคบกว่าเล็กน้อยครับ


เจาะลึกบัญชีสเปรดต่ำ: HFM Zero Spread vs Exness Raw Spread/Zero

เมื่อพูดถึงบัญชีสเปรดต่ำ เราคงพลาดไม่ได้ที่จะเจาะลึก 2 โบรกเกอร์ยอดฮิตของคนไทยอย่าง HFM และ Exness ครับ มาดูกันว่าแต่ละบัญชีมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง

1. HFM (HotForex) - บัญชี Zero Spread

บัญชี Zero Spread ของ HFM ถูกออกแบบมาเพื่อเทรดเดอร์ที่ต้องการต้นทุนสเปรดที่ต่ำที่สุด โดยสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip ในคู่เงินหลัก และคิดค่าคอมมิชชั่นที่สมเหตุสมผลมาก

  • จุดเด่น: ค่าคอมมิชชั่นต่ำเพียง $6 ต่อ Lot (ไป-กลับ) สำหรับคู่เงินหลัก ซึ่งถือว่าถูกกว่าหลายๆ โบรกเกอร์ในตลาด นอกจากนี้ HFM ยังมีความเสถียรในการส่งคำสั่งซื้อขายสูงมาก ทำให้ลดปัญหา Requote หรือ Slippage ได้ดี
  • เหมาะสำหรับ: Scalper, Day Trader และผู้ที่ใช้ EA (Expert Advisor) ที่ต้องการความแม่นยำสูง
  • เริ่มต้นเทรด: หากคุณสนใจบัญชีนี้ สามารถ เปิดบัญชี HFM Zero Spread ได้ที่นี่ เพื่อรับเงื่อนไขการเทรดที่ดีที่สุดครับ

2. Exness - บัญชี Raw Spread และ Zero

Exness มีบัญชีสำหรับมือโปรถึง 2 แบบที่เน้นเรื่องสเปรดต่ำ ได้แก่ Raw Spread และ Zero

  • บัญชี Raw Spread: ให้สเปรดที่ต่ำมาก (เฉลี่ย 0.0 pip ในช่วงเวลาส่วนใหญ่) และคิดค่าคอมมิชชั่นคงที่ที่ $7 ต่อ Lot (ไป-กลับ) จุดเด่นคือความยืดหยุ่นและสภาพคล่องที่สูงมาก
  • บัญชี Zero: การันตีสเปรด 0.0 pip ใน 30 คู่เงินหลักในช่วง 95% ของเวลาการเทรด! แต่ค่าคอมมิชชั่นจะแปรผันตามคู่เงิน (เริ่มต้นที่ $0.4 ต่อฝั่ง)
  • จุดเด่น: ระบบฝากถอนเงินอัตโนมัติที่เร็วที่สุดในวงการ (Instant Withdrawal) และไม่มีค่า Swap (Swap-free) สำหรับเทรดเดอร์ชาวไทยในหลายๆ สินทรัพย์
  • เหมาะสำหรับ: เทรดเดอร์ทุกสไตล์ที่ต้องการความรวดเร็วในการทำธุรกรรม และผู้ที่ถือออเดอร์ข้ามคืนบ่อยๆ
  • เริ่มต้นเทรด: สัมผัสประสบการณ์เทรดสเปรด 0.0 pip พร้อมฝากถอนไวทันใจ เพียง สมัคร Exness วันนี้

อย่าลืมคำนึงถึง "ค่าคอมมิชชั่น" และ "ค่า Swap"

หลายคนมักจะโฟกัสแค่คำว่า "สเปรดต่ำ" จนลืมดูต้นทุนแฝงอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ค่าคอมมิชชั่น และ ค่า Swap ครับ

ค่าคอมมิชชั่น (Commission)

บัญชีประเภทสเปรด 0.0 pip ส่วนใหญ่ (เช่น Raw Spread, Zero) จะมีการเก็บค่าคอมมิชชั่นแทนการบวกกำไรเข้าไปในสเปรด ดังนั้น ต้นทุนที่แท้จริงของคุณคือ สเปรด + ค่าคอมมิชชั่น ตัวอย่างเช่น:

  • โบรกเกอร์ A: สเปรด 0.0 pip + คอมมิชชั่น $7 ต่อ Lot (ต้นทุนรวม = $7)
  • โบรกเกอร์ B: สเปรด 0.8 pip + ไม่มีคอมมิชชั่น (ต้นทุนรวม = $8) จะเห็นว่า แม้โบรกเกอร์ A จะมีค่าคอมมิชชั่น แต่เมื่อรวมต้นทุนแล้วก็ยังถูกกว่าโบรกเกอร์ B ครับ การเลือก เทรดกับ HFM ที่มีค่าคอมมิชชั่นเพียง $6 จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดต้นทุนได้มากในระยะยาว

ค่า Swap (Rollover Fee)

ค่า Swap คือดอกเบี้ยที่คุณจะได้รับหรือต้องจ่าย เมื่อคุณถือออเดอร์ข้ามคืน (ข้ามวันตามเวลาเซิร์ฟเวอร์) หากคุณเป็น Day Trader ที่ปิดออเดอร์จบในวัน ค่า Swap อาจไม่สำคัญนัก แต่ถ้าคุณเป็น Swing Trader ที่ถือออเดอร์เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ค่า Swap ที่ติดลบอาจกัดกินกำไรของคุณไปอย่างมหาศาล ข่าวดีคือ ปัจจุบันโบรกเกอร์อย่าง Exness ได้นำเสนอบัญชีแบบ Swap-free (ไม่มีค่า Swap) สำหรับเทรดเดอร์ในประเทศไทย ทำให้คุณสามารถถือออเดอร์ข้ามคืนได้ยาวๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยรายวันเลยครับ สนใจรับสิทธิ์ Swap-free สามารถ ลงทะเบียนกับ Exness ได้เลยครับ


วิธีเลือกบัญชีเทรดให้เหมาะกับสไตล์ของคุณ

การเลือกโบรกเกอร์และบัญชีเทรด ไม่มีคำว่า "ดีที่สุดสำหรับทุกคน" แต่มีคำว่า "เหมาะสมที่สุดสำหรับสไตล์ของคุณ" ครับ ลองมาดูกันว่าสไตล์การเทรดของคุณเหมาะกับบัญชีแบบไหน

1. Scalper (เทรดสั้น เก็บกำไรเร็ว)

Scalper คือผู้ที่เปิดและปิดออเดอร์ภายในเวลาไม่กี่นาที หรือแม้แต่ไม่กี่วินาที เพื่อเก็บกำไรทีละน้อยๆ แต่เทรดหลายๆ รอบ

  • สิ่งที่ต้องการ: สเปรดที่แคบที่สุด (0.0 pip) และความเร็วในการส่งคำสั่ง (Execution Speed) ที่ไวที่สุด เพื่อไม่ให้เกิด Slippage
  • บัญชีที่แนะนำ: HFM Zero Spread หรือ Exness Raw Spread เพราะต้นทุนต่อไม้น้อยที่สุด ทำให้เก็บกำไรระยะสั้นได้ง่ายขึ้น

2. Day Trader (เทรดจบในวัน)

Day Trader จะถือออเดอร์นานกว่า Scalper อาจจะหลายชั่วโมง แต่จะปิดออเดอร์ทั้งหมดก่อนตลาดปิดในแต่ละวัน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากข่าวข้ามคืนและค่า Swap

  • สิ่งที่ต้องการ: สเปรดที่ต่ำและคงที่ในระดับหนึ่ง ค่าคอมมิชชั่นที่สมเหตุสมผล
  • บัญชีที่แนะนำ: สามารถใช้ได้ทั้งบัญชี Zero Spread, Raw Spread หรือแม้แต่บัญชี Standard ที่สเปรดไม่กว้างเกินไป (เช่น XM Ultra Low) ก็ยังตอบโจทย์ครับ

3. Swing Trader / Position Trader (ถือยาว)

Swing Trader จะถือออเดอร์ข้ามคืน ข้ามสัปดาห์ หรือเป็นเดือน เพื่อกินคำใหญ่ตามแนวโน้มหลักของตลาด

  • สิ่งที่ต้องการ: สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ Swing Trader ไม่ใช่สเปรดที่แคบระดับ 0.0 pip (เพราะระยะกำไรกว้างมาก สเปรด 1-2 pip แทบไม่มีผล) แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีค่า Swap หรือค่า Swap เป็นบวก
  • บัญชีที่แนะนำ: บัญชีประเภท Swap-free ของ Exness ถือเป็นสวรรค์ของ Swing Trader อย่างแท้จริงครับ

เคล็ดลับเพิ่มเติมในการลดต้นทุนการเทรด

นอกจากการเลือกโบรกเกอร์สเปรดต่ำแล้ว ผมยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้คุณประหยัดต้นทุนการเทรดได้มากขึ้นครับ:

  1. หลีกเลี่ยงการเทรดช่วงข่าวแรง: ช่วงที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ (เช่น Non-Farm) สเปรดจะถ่างออกกว้างมาก หากไม่มั่นใจ ควรหลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ในช่วงเวลานี้
  2. เทรดในช่วงที่มีสภาพคล่องสูง: ช่วงเวลาที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กเปิดทับซ้อนกัน (ประมาณ 19:00 - 22:00 น. ตามเวลาไทย) จะเป็นช่วงที่สเปรดแคบที่สุด
  3. ใช้โปรแกรมคืนเงิน (Rebate / Cashback): การสมัครผ่านพาร์ทเนอร์หรือ IB บางราย อาจทำให้คุณได้รับเงินคืนจากค่าคอมมิชชั่นหรือสเปรดที่คุณจ่ายไป ช่วยลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่งครับ

สรุป: โบรกเกอร์ไหนคือคำตอบของคุณในปี 2026?

การเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่มีสเปรดต่ำ เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความได้เปรียบในตลาดครับ จากการเปรียบเทียบในปี 2026 นี้ เราจะเห็นได้ว่า:

  • หากคุณต้องการ ต้นทุนรวม (สเปรด + คอมมิชชั่น) ที่ต่ำที่สุด และระบบที่มีความเสถียรสูง เหมาะกับการเทรดสั้นและใช้ EA ผมขอแนะนำให้ เปิดบัญชี HFM Zero Spread ครับ ด้วยค่าคอมมิชชั่นเพียง $6 ถือว่าคุ้มค่ามากๆ
  • หากคุณต้องการ ความยืดหยุ่น ฝากถอนไวที่สุดในโลก และต้องการสิทธิประโยชน์ ฟรีค่า Swap สำหรับการถือยาว บัญชี Exness Raw Spread หรือ Zero คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเลือกโบรกเกอร์ไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบริหารความเสี่ยง (Money Management) และการมีวินัยในการเทรดครับ ขอให้เทรดเดอร์ทุกคนประสบความสำเร็จและทำกำไรได้อย่างยั่งยืนในปี 2026 นี้นะครับ!


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสเปรด Forex

Q1: บัญชี Zero Spread หมายความว่าไม่มีค่าธรรมเนียมเลยใช่ไหม? A1: ไม่ใช่ครับ บัญชี Zero Spread หมายถึงสเปรดเริ่มต้นที่ 0.0 pip แต่โบรกเกอร์จะคิดค่าธรรมเนียมในรูปแบบของ "ค่าคอมมิชชั่น" แทนการบวกกำไรในสเปรดครับ

Q2: มือใหม่ควรใช้บัญชีแบบไหนดี ระหว่าง Standard กับ Zero Spread? A2: สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นและเทรดด้วยหลอด (Lot) ขนาดเล็ก บัญชี Standard อาจจะเข้าใจง่ายกว่าเพราะไม่ต้องคำนวณค่าคอมมิชชั่นแยกต่างหาก แต่ถ้าเริ่มเทรดด้วยปริมาณที่มากขึ้น การเปลี่ยนมาใช้บัญชี Zero Spread จะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากกว่าครับ

Q3: ทำไมบางครั้งสเปรดถึงถ่างออกกว้างมาก? A3: สเปรดจะถ่างออกเมื่อตลาดมีสภาพคล่องต่ำ (เช่น ช่วงเช้าตรู่ที่ตลาดออสเตรเลียเปิด) หรือช่วงที่มีความผันผวนสูงมาก (เช่น มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ) เนื่องจาก Liquidity Providers มีการปรับราคาเพื่อป้องกันความเสี่ยงครับ

Q4: โบรกเกอร์ที่ไม่มีค่า Swap (Swap-free) มีข้อเสียไหม? A4: โดยทั่วไปไม่มีข้อเสียครับ แต่อาจจะต้องตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์ให้ดี บางแห่งอาจจำกัดระยะเวลาการถือออเดอร์แบบปลอด Swap หรืออาจมีการเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการ (Admin Fee) หากถือออเดอร์นานเกินไป แต่สำหรับ Exness ถือว่าให้เงื่อนไข Swap-free ที่ดีมากสำหรับคนไทยครับ

Q5: สามารถเปิดบัญชีสเปรดต่ำกับหลายๆ โบรกเกอร์พร้อมกันได้ไหม? A5: ได้แน่นอนครับ! เทรดเดอร์มืออาชีพหลายคนมักจะกระจายความเสี่ยงและเลือกใช้จุดเด่นของแต่ละโบรกเกอร์ เช่น ใช้ HFM สำหรับเทรดสั้น และใช้ Exness สำหรับถือยาว คุณสามารถเปิดบัญชีทั้งสองแห่งเพื่อเปรียบเทียบด้วยตัวเองได้เลยครับ

Like this article? Share it

Frequently Asked Questions

Answers to popular questions about this topic

What is Forex Trading?+
Forex Trading is the buying and selling of foreign currencies. It is the largest financial market in the world with over $6 trillion in daily trading volume, operating 24 hours a day, 5 days a week.
How much money do I need to start Forex trading?+
You can start with as little as $1-10 depending on the broker. It is recommended to start with a Demo account first to practice without risking real money.
What knowledge do I need before starting Forex trading?+
You should learn the basics of currency pairs, chart reading, technical and fundamental analysis, risk management, and trading psychology.
Tags:ForexcomparisonTrading
Start Trading Today

Interested in Forex Trading?

Read broker reviews and compare trading conditions to find the right broker for you.

Leave a Comment

Comments (0)

No comments yet