Skip to main content
Back to Education
technical-analysis

Fibonacci Retracement: วิธีหาแนวรับแนวต้าน

เรียนรู้วิธีใช้ Fibonacci Retracement เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาแนวรับ-แนวต้านที่แม่นยำ สร้างความได้เปรียบในการเทรดอย่างมืออาชีพ

February 10, 2026
5 min read
0 views
Updated: May 2, 2026
Fibonacci Retracement: วิธีหาแนวรับแนวต้าน
Share:

Fibonacci Retracement: วิธีหาแนวรับแนวต้านอย่างมืออาชีพ

ในโลกของการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) มีเครื่องมือมากมายที่นักเทรดใช้เพื่อคาดการณ์ทิศทางของราคา แต่มีเครื่องมือหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและพิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนาน นั่นคือ Fibonacci Retracement บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเครื่องมือนี้อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อหาแนวรับ-แนวต้านที่แม่นยำและสร้างความได้เปรียบในการเทรด

Fibonacci คืออะไร? ทำไมตัวเลขถึงมีความสำคัญ

ก่อนจะไปถึงเรื่อง Retracement เราต้องเข้าใจที่มาของมันก่อน "ฟีโบนัชชี" (Fibonacci) คือชื่อของ เลโอนาร์โดแห่งปิซา นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีผู้ค้นพบลำดับตัวเลขมหัศจรรย์ในศตวรรษที่ 13 ลำดับเลขนี้เริ่มต้นจาก 0 และ 1 จากนั้นตัวเลขถัดไปคือผลบวกของสองตัวเลขก่อนหน้า เช่น 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, ... ไปเรื่อยๆ

ความน่าทึ่งของมันอยู่ตรงที่เมื่อนำตัวเลขในลำดับมาหารกัน จะได้อัตราส่วนที่น่าสนใจซึ่งพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเกลียวของเปลือกหอย การแตกกิ่งของต้นไม้ ไปจนถึงโครงสร้างของกาแล็กซี อัตราส่วนนี้เรียกว่า "อัตราส่วนทองคำ" (Golden Ratio) ซึ่งมีค่าประมาณ 1.618 และค่าผกผันของมันคือ 0.618 (61.8%)

นักวิเคราะห์เชื่อว่าตลาดการเงินซึ่งขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ ก็มักจะเคลื่อนไหวตามรูปแบบที่สัมพันธ์กับอัตราส่วนเหล่านี้เช่นกัน จึงเป็นที่มาของการนำ Fibonacci มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์กราฟราคา

ระดับของ Fibonacci Retracement ที่ต้องรู้

Fibonacci Retracement ไม่ได้ใช้ตัวเลขในลำดับโดยตรง แต่ใช้อัตราส่วนที่ได้จากความสัมพันธ์ของตัวเลขเหล่านั้นมาสร้างเป็นระดับแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญบนกราฟ โดยระดับที่นักเทรดทั่วโลกให้ความสำคัญมีดังนี้:

  • 23.6% (0.236): เป็นระดับการย่อตัวที่ตื้นที่สุด มักเกิดขึ้นในแนวโน้มที่แข็งแกร่งมาก
  • 38.2% (0.382): เป็นระดับการย่อตัวที่สำคัญระดับแรก
  • 50.0% (0.500): แม้จะไม่ใช่อัตราส่วนของฟีโบนัชชีโดยตรง แต่เป็นระดับทางจิตวิทยาที่สำคัญมาก เพราะหมายถึงการที่ราคาย่อตัวลงมาครึ่งหนึ่งของระยะที่วิ่งขึ้นไปก่อนหน้า
  • 61.8% (0.618): ถือเป็นระดับ "อัตราส่วนทองคำ" และเป็นแนวรับ-แนวต้านที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาระดับทั้งหมด
  • 78.6% (0.786): เป็นระดับการย่อตัวที่ลึก และมักเป็นโอกาสสุดท้ายที่ราคาจะกลับตัวตามแนวโน้มเดิม

ข้อสังเกต: ระดับ 38.2%, 50.0%, และ 61.8% ถือเป็น "โซนทองคำ" ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จับตามองเป็นพิเศษ เมื่อราคาเข้ามาในบริเวณนี้ มักจะมีโอกาสสูงที่จะเกิดการกลับตัว

วิธีการลากเส้น Fibonacci Retracement บนกราฟ

การใช้เครื่องมือนี้ไม่ซับซ้อน แต่ต้องทำให้ถูกต้องเพื่อความแม่นยำ หลักการสำคัญคือการหา Swing High (จุดสูงสุดของรอบ) และ Swing Low (จุดต่ำสุดของรอบ) ที่ชัดเจน

  1. ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend): ให้ลากเส้นจาก Swing Low ไปยัง Swing High เครื่องมือจะสร้างระดับการย่อตัว (แนวรับ) ลงมาด้านล่าง เพื่อหาจุดเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว
  2. ในแนวโน้มขาลง (Downtrend): ให้ลากเส้นจาก Swing High ไปยัง Swing Low เครื่องมือจะสร้างระดับการดีดตัว (แนวต้าน) ขึ้นไปด้านบน เพื่อหาจุดเข้าขาย (Short) เมื่อราคาดีดตัวขึ้น

สิ่งสำคัญคือ ต้องเลือก Swing High และ Swing Low ที่เป็นจุดกลับตัวของราคาที่ชัดเจนและมีความสำคัญในภาพรวมของกราฟ การเลือกจุดที่ผิดพลาดจะทำให้ระดับที่ได้ไม่มีนัยสำคัญ

กลยุทธ์การเทรดด้วย Fibonacci Retracement

เมื่อเราได้ระดับแนวรับ-แนวต้านจาก Fibonacci แล้ว เราสามารถนำมาสร้างกลยุทธ์การเทรดได้หลากหลายรูปแบบ

  • การหาจุดเข้า (Entry Point): เทรดเดอร์มักจะรอให้ราคาเข้ามาทดสอบในโซน 38.2% - 61.8% แล้วมองหาสัญญาณยืนยันการกลับตัว เช่น รูปแบบแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Candlestick Pattern) ก่อนจะเข้าออเดอร์
  • การตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss): โดยทั่วไปจะตั้ง Stop Loss ไว้ใต้ระดับ 61.8% หรือ 78.6% เล็กน้อย สำหรับการเทรดในแนวโน้มขาขึ้น หรือเหนือระดับดังกล่าวสำหรับการเทรดในแนวโน้มขาลง เพื่อป้องกันในกรณีที่ราคาทะลุแนวโน้มเดิม
  • การตั้งจุดทำกำไร (Take Profit): สามารถใช้ Fibonacci Extension (เครื่องมืออีกตัวที่เกี่ยวข้อง) เพื่อหาเป้าหมายราคา หรืออาจจะตั้งเป้าทำกำไรที่ Swing High หรือ Swing Low เดิมก็ได้

ใช้ Fibonacci ร่วมกับเครื่องมืออื่นเพื่อเพิ่มความแม่นยำ

Fibonacci Retracement จะทรงพลังยิ่งขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคอื่นๆ เพื่อเป็นการยืนยันสัญญาณซึ่งกันและกัน

  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average): หากระดับ Fibonacci ซ้อนทับกับเส้น MA ที่สำคัญ (เช่น MA 50, 100, 200) แนวรับ-แนวต้านนั้นจะยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
  • เส้นแนวโน้ม (Trend Line): การที่ราคาย่อตัวมาชนเส้นแนวโน้มพร้อมกับชนระดับ Fibonacci พอดี เป็นสัญญาณการกลับตัวที่น่าเชื่อถือมาก
  • ปริมาณการซื้อขาย (Volume): หากราคาทดสอบแนว Fibonacci พร้อมกับมี Volume การซื้อขายที่สูงขึ้นผิดปกติ อาจบ่งชี้ถึงแรงซื้อหรือแรงขายจำนวนมากที่เข้ามาในบริเวณนั้น

ข้อจำกัดและความเสี่ยง

แม้จะเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยม แต่ Fibonacci Retracement ก็ไม่ใช่ "จอกศักดิ์สิทธิ์" (Holy Grail) มันมีข้อจำกัดที่ต้องตระหนักอยู่เสมอ

  • ความเป็นอัตวิสัย (Subjectivity): การเลือก Swing High และ Swing Low อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทำให้ระดับที่ได้ไม่ตรงกัน
  • ไม่ใช่เครื่องมือที่ทำนายอนาคตได้ 100%: มันเป็นเพียงเครื่องมือที่บอกถึง "ความน่าจะเป็น" ของบริเวณที่ราคาอาจจะเกิดปฏิกิริยา ไม่มีอะไรรับประกันว่าราคาจะกลับตัวที่ระดับเหล่านี้เสมอไป
  • ใช้ไม่ได้ผลในตลาดที่ไม่มีแนวโน้ม (Sideways): Fibonacci จะทำงานได้ดีที่สุดในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน (Trending Market) เท่านั้น

บทสรุป

Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ทรงพลังและใช้งานได้จริงในการหาแนวรับ-แนวต้านที่มีนัยสำคัญ มันช่วยให้เทรดเดอร์สามารถหาจุดเข้าซื้อขาย, วาง Stop Loss, และกำหนดเป้าหมายทำกำไรได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่ามันเป็นเพียงเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ ไม่ใช่ระบบเทรดที่สมบูรณ์แบบ ความสำเร็จในการเทรดต้องอาศัยการฝึกฝน, การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่ดี และการใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อยืนยันสัญญาณอยู่เสมอ


แหล่งอ้างอิง

  1. Investopedia - Technical Analysis (https://www.investopedia.com/technical-analysis-4689657)
  2. TradingView (https://www.tradingview.com/)
  3. StockCharts - ChartSchool (https://school.stockcharts.com/)
  4. CME Group (https://www.cmegroup.com/)

ข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือระดับสากล อัปเดตล่าสุด 2026

Like this article? Share it

Frequently Asked Questions

Answers to popular questions about this topic

What is Forex Trading?+
Forex Trading is the buying and selling of foreign currencies. It is the largest financial market in the world with over $6 trillion in daily trading volume, operating 24 hours a day, 5 days a week.
How much money do I need to start Forex trading?+
You can start with as little as $1-10 depending on the broker. It is recommended to start with a Demo account first to practice without risking real money.
What knowledge do I need before starting Forex trading?+
You should learn the basics of currency pairs, chart reading, technical and fundamental analysis, risk management, and trading psychology.
Tags:Forextechnical-analysisTrading
Start Trading Today

Interested in Forex Trading?

Read broker reviews and compare trading conditions to find the right broker for you.

บทความที่เกี่ยวข้อง

broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: ดูอะไรบ้างก่อนเปิดบัญชีจริง

คู่มืออ่านง่ายสำหรับมือใหม่ที่อยากเลือกโบรกเกอร์ Forex ปี 2026 อย่างรอบคอบ ครอบคลุมเรื่องความน่าเชื่อถือ บัญชี Demo ต้นทุนการเทรด Leverage และ Money Management โดยเน้นความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

อ่านบทความฉบับเต็ม
broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: เช็ค 5 ข้อก่อนเปิดบัญชีจริง

คู่มือวิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ปี 2026 แบบเข้าใจง่าย ครอบคลุมเรื่องความน่าเชื่อถือ ค่าธรรมเนียม การฝากถอน และแนะนำโบรกเกอร์ยอดนิยมอย่าง Exness และ HFM

อ่านบทความฉบับเต็ม
broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ชาวไทย 2026

test

อ่านบทความฉบับเต็ม
broker-reviews

วิธีเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ 2026: คู่มือเริ่มต้นเทรดอย่างปลอดภัย

คู่มือเลือกโบรกเกอร์ Forex สำหรับมือใหม่ปี 2026 ครอบคลุมปัจจัยสำคัญ เช่น ใบอนุญาต สเปรด การฝากถอน และการจัดการความเสี่ยง พร้อมแนะนำโบรกเกอร์ยอดนิยมอย่าง HFM และ Exness

อ่านบทความฉบับเต็ม

Leave a Comment

Comments (0)

No comments yet